วัสดุอุปกรณ์อิงค์เจ็ท

Inkjet Sticker • สติกเกอร์พิมพ์อิงค์เจ็ท
    • สติกเกอร์ คืออะไร ?
      สติกเกอร์ คืออะไร ?

      สำหรับวัสดุสติกเกอร์ที่เราใช้พิมพ์อิงค์เจ็ทกันอยู่นั้น ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Self-Adhesive Vinyl หรือ SAV แต่จริงๆ แล้วก็คือ PVC (Polyvinyl Chloride / โพลีไวนิลคลอไรด์) ที่มีการเคลือบชั้นกาวลงไปด้านหลังของ PVC นั่นเอง

      เหตุผลที่สติกเกอร์ส่วนใหญ่ใช้วัสดุพลาสติกประเภท PVC ก็เพราะว่า PVC นั้นต้นทุนต่ำ ทนได้ทุกสภาวะอากาศ ทนแดดทนฝน จึงเหมาะสำหรับการใช้งานภายนอก นอกจากสติกเกอร์ที่เป็น PVC แล้ว ยังมีการนำวัสดุอื่นๆ มาผลิตเป็นสติกเกอร์พิมพ์อิงค์เจ็ทอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น PP (Polypropelene / โพลีโพรไพลีน), PET (Polyester / โพลีเอสเตอร์), กระดาษ, วอลล์เปเปอร์, ผ้า และ ฟิล์ม

      Monomeric หรือ Polymeric ?

      สำหรับ PVC ที่จะนำมาใช้ผลิตเป็นผิวหน้าของสติกเกอร์นั้น จำเป็นจะต้องทำให้นุ่มและอ่อนตัวก่อน โดยการเติมสาร Plasticizers เช่นเดียวกับวัสดุประเภทไวนิล ซึ่งจะแยกประเภทของ Plasticizers ออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

      PVC ที่ไม่มีการเติม Plasticizers จะเป็นพลาสติกแข็ง หรือที่เรียกว่า Rigid

      Stacks Image 23269

      Monomeric Plasticizer จะมีโครงสร้างของโมเลกุลที่เล็กและไม่ซับซ้อน เป็นโมเลกุลเดี่ยว ยึดติดกับโมเลกุลของพลาสติก กลายเป็นกลุ่มโมเลกุลเล็กๆ ซึ่งจะยึดเกาะกันได้ไม่นานนัก ทำให้อายุการใช้งานสั้น และยืดตัวได้น้อยกว่า

      Stacks Image 23276

      Polymeric Plasticizer จะมีโครงสร้างของโมเลกุลที่ซับซ้อนกว่า ยึดติดกับโมเลกุลของพลาสติกเป็นแถวยาวเหมือนโซ่ เป็นการเรียงตัวเป็นแบบแผนซ้ำๆ กันของ monomers ซึ่งจะยึดเกาะกันได้ดีกว่า ทำให้อายุการใช้งานนานกว่า และยืดตัวได้มากกว่า

      Stacks Image 23283
    • กระบวนการผลิตสติกเกอร์

      เราสามารถแบ่งกระบวนการผลิตสติกเกอร์ได้ 2 ประเภท คือ

      Cast Films ถือว่าเป็นสติกเกอร์เกรดคุณภาพสูง Premium ซึ่งปกติ ฟิล์มจะมีความหนาไม่เกิน 50 ไมครอน จึงสามารถยืดตัวและเข้าโค้งได้ดี

      กระบวนการผลิต Cast Films เริ่มจากผสมส่วนประกอบต่างๆ แล้วคนให้เข้ากันตามความเร็วและเวลาที่กำหนดในถังผสม ส่วนผสมเหลวๆ นี้เรียกว่า Organosol แล้วนำไปเท (Cast) ลงบนแผ่น Casting Sheet ที่เคลื่อนอยู่บนสายพาน วิ่งผ่านเตาอบความร้อนที่ 160 ํC ซึ่งจะทำให้ส่วนผสมที่เป็น Solvent ระเหยออกไปเหลือแค่ฟิล์มบางๆ แล้วจึงนำไปเคลือบกาวให้เป็นสติกเกอร์

      Stacks Image 23302

      รูปแสดงกระบวนการผลิตสติกเกอร์แบบ Cast | ที่มา : Thai Nam Plastic (Public) Co., Ltd.

      Stacks Image 23310

      คุณสมบัติของสติกเกอร์แบบ Cast

      1. วัตถุดิบในการผลิตดีกว่า ราคาแพงกว่า อายุการใช้งาน 5-10 ปี
      2. ฟิล์มบาง อัตราการหดตัวต่ำ ยืดได้ดีกว่า เหมาะกับพื้นที่โค้งลอน
      3. ขั้นตอนการผลิตยุ่งยาก แต่ไม่จำเป็นต้องผลิตครั้งละมากๆ

      Calendered Films ถือว่าเป็นสติกเกอร์เกรดประหยัด Economy ซึ่งปกติฟิล์มจะมีความหนาตั้งแต่ 75 ไมครอนขึ้นไป (ไม่รวมชั้นกาว)

      กระบวนการผลิต Calendered Films เริ่มจากส่วนผสมเช่นเดียวกับ Cast ต่างกันตรงที่จะไม่มีการใส่สาร Solvent แล้วเพิ่มความร้อนจน หลอมเป็นของเหลวข้นๆ แล้วนำไปวิ่งผ่านแกนเหล็กหลายๆ อัน เพื่อแผ่ให้ได้ตามขนาดและยืดให้ได้ความบางตามที่ต้องการ (เนื่องจากการยืดและใช้ความร้อนในกระบวนการผลิต จึงทำให้ฟิล์มจะมีอัตราการหดตัวสูงกว่าแบบ Cast อายุการใช้งานจึงสั้นกว่า) แล้วจึงนำไปเคลือบกาว

      Stacks Image 23319

      รูปแสดงกระบวนการผลิตสติกเกอร์แบบ Calendered | ที่มา : Thai Nam Plastic (Public) Co., Ltd.

      Stacks Image 23325

      คุณสมบัติของสติกเกอร์แบบ Calendered

      1. จำเป็นต้องผลิตจำนวนมาก ราคาถูกกว่า อายุการใช้งาน 2-5 ปี
      2. ฟิล์มหนากว่า จึงติดตั้งง่ายกว่า ทนรอยขูดขีดได้ดีกว่า
      3. เนื่องจากต้องรีดผ่านแกนจำนวนมาก จึงต้องผลิตครั้งละมากๆ

      หน่วยที่ใช้วัดความหนา 25 micron = 1 mil = 1/1000 นิ้ว

    • ส่วนประกอบของสติกเกอร์

      ส่วนประกอบ ในการผลิตสติกเกอร์สำหรับใช้พิมพ์นั้น ประกอบด้วยส่วนประกอบอย่างน้อยที่แบ่งออกเป็น 4 ชั้น ดังนี้

      Stacks Image 23342

      วัสดุรองหลัง ( Backing / Liner ) สติกเกอร์ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด ส่วนใหญ่จะใช้วัสดุรองหลังหลักๆ อยู่ 3 ประเภท ดังนี้

      1. Kraft Liners (กระดาษ) ชั้นเคลือบป้องกันจะใช้กับสติกเกอร์ที่เป็นแผ่นและแบบม้วน ด้านหลังไม่ลื่นมาก สำหรับใช้งานทั่วไปและใช้กับเครื่องตัดสติกเกอร์
      2. Polyethelene (PE) เป็นกระดาษที่มีการเคลือบผิว ด้วยพลาสติก PE สำหรับม้วนขนาดใหญ่ ใช้ป้องกัน ความชื้นจากด้านหลัง ไม่หดตัว เรียบตึง ไม่โค้งงอ
      3. Polyester (PET) เป็นฟิล์มใส จะใช้กับสติกเกอร์ใส

      ส่วนผสมอื่นๆ ในการผลิตผิวหน้าของสติกเกอร์ นอกจากการเติม Plasticizers เพื่อให้ PVC Polymer อ่อนนุ่มแล้ว ยังจะต้องมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น

      Pigments เป็นสีที่เติมเพื่อให้ได้สีตามที่ต้องการ
      UV Absorbers ช่วยเพิ่มการป้องกันรังสียูวี
      Heat Stabilizers ช่วยลดการแยกตัวของโพลีเมอร์ และการเปลี่ยนสี ในระหว่างขั้นตอนการผลิต
      Fillers ช่วยลดช่องอากาศระหว่างโมเลกุล
      Processing Aids ช่วยให้โพลีเมอร์ยืดตัวได้ดีขึ้น

    • วิธีเลือกซื้อสติกเกอร์

      วิธีเลือกซื้อสติกเกอร์

      สำหรับสติกเกอร์แต่ละแบรนด์ คุณภาพงานพิมพ์จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ที่เราใช้อยู่ ราคาของสติกเกอร์ประเภทเดียวกันนั้น จะแตกต่างกันไม่เกิน ±20% แต่ปัญหาเกี่ยวกับการพิมพ์สติกเกอร์นั้น มักจะเกิดจากการเลือกใช้สติกเกอร์ผิดประเภทมากกว่า ซี่งมีปัจจัยในการเลือกใช้สติกเกอร์ให้เหมาะสมกับประเภทงาน ดังนี้

      ประเภทของพื้นผิวที่จะใช้งานกับ สติกเกอร์

      พื้นผิวโค้งเว้า เป็นลอน เป็นร่อง มีหัวรีเวท ควรจะใช้สติกเกอร์ Cast ซึ่งจะมีความหนา 50-55 ไมครอน ( ฿฿฿ )
      พื้นผิวโค้งเว้าเล็กน้อย ควรจะใช้สติกเกอร์ Polymeric Calendered ซึ่งจะมีความหนา 60-80 ไมครอน ( ฿฿ )
      พื้นผิวเรียบ ไม่โค้งเว้า ควรจะใช้สติกเกอร์ Monomeric Calendered ซึ่งจะมีความหนา 80-100 ไมครอน ( ฿ )

      อายุการใช้งานของ สติกเกอร์ อายุการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับหมึกพิมพ์ที่เราใช้และสติกเกอร์บางประเภทจำเป็นจะต้องมีการเคลือบฟิล์ม

      สติกเกอร์ Cast (ไม่ได้พิมพ์และไม่ได้เคลือบฟิล์ม) จะมีอายุการใช้งานประมาณ 5-10 ปี ( ฿฿฿ )
      สติกเกอร์ Polymeric Calendered (ไม่ได้พิมพ์และไม่ได้เคลือบฟิล์ม) จะมีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี ( ฿฿ )
      สติกเกอร์ Monomeric Calendered (ไม่ได้พิมพ์และไม่ได้เคลือบฟิล์ม) จะมีอายุการใช้งานประมาณ 1-3 ปี ( ฿ )

      กาวของ สติกเกอร์ กาวที่ใช้ในการผลิตสติกเกอร์ส่วนใหญ่เป็นกาวอะครีลิค (Acrylic) ซึ่งจะใช้กันอยู่ 2 ประเภทคือ Solvent-based และ Emulsion-based (Water-based) ซึ่งคุณภาพจะไม่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต และจะระเหยออกไปหมดระหว่างผลิต

      กาว Permanent เป็นกาวที่ใช้กันอยู่เป็นส่วนใหญ่ มีค่า Adhesion สูง เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป
      กาว Removable เป็นกาวที่สามารถลอกออกได้ โดยไม่ทิ้งคราบกาว หรือถ้ามีคราบกาวก็จะไม่เกิน 20% ภายในระยะเวลา 6 เดือน จะมีค่า Initial Tack สูง เหมาะสำหรับใช้งานระยะสั้นและงานติดรถ
      กาว Long-Term Removable เป็นกาว Removable ที่มีค่า Initial Tack ปานกลาง
      กาว Ultra Removable เป็นกาว Removable ที่มีค่า Initial Tack ต่ำ
      กาว Easy Apply เป็นกาวที่ออกแบบมาให้มีร่องในชั้นกาว สามารถไล่ฟองกากาศออกได้ง่ายระหว่างการติดตั้ง
      กาว Repositionable (RS) เป็นกาวที่มีค่า Initial Tack ต่ำถึงปานกลาง สามารถลอกออก ปรับเปลี่ยนตำแหน่ง และติดซ้ำได้ใหม่ โดยไม่ทิ้งคราบกาวและยังคงคุณภาพของกาวไว้ได้ หลังจากติดทิ้งไว้ประมาณ 24 ชม. ก็จะมีค่า Adhesion ใกล้เคียงกับกาว Permanent และ Removable
      กาว Supertack เป็นกาวที่มีค่า Initial Tack สูงมาก ใช้ติดบนพื้นผิวที่ไม่เรียบหรือขรุขระ เช่น พื้นปูน พื้นถนน
      กาว Blockout เป็นกาวที่มีชั้นกาวเป็นสีทึบ (เทาหรือดำ) ใช้ติดบนพื้นผิวสีเข้มหรือติดทับบนสติกเกอร์เดิม
      กาว Optical Clear เป็นกาวที่ใสเป็นพิเศษ ไม่เป็นฝ้า ไม่ขุ่น ใช้กับสติกเกอร์ใส เหมาะสำหรับใช้ติดกับกระจก

    2016 inkjetsociety   03.2016   
    2,295